Home

การแบ่งยุคสมัย

ผู้จัดทำ

 

การแบ่งยุคแบบสากล

การแบ่งยุคสมัยประวัติศาสตร์สากล

ยุคประวัติศาสตร์แบ่งได้เป็น 2 ยุคใหญ่ๆ คือ
1. ยุคหินหรือยุคก่อนประวัติศาสตร์
2. ยุคโลหะหรือยุคประวัติศาสตร์

  1. ยุคหินหรือยุคก่อนประวัติศาสตร์

หรือที่เรียกอีกอย่างว่า “ยุคก่อนรู้หนังสือ” หรือยุคก่อนการประดิษฐ์ตัวอักษร คือ ยุคที่ยังไม่มีการประดิษฐ์

ตัวอักษร แบ่งออกเป็น 4 สมัยใหญ่ๆ คือ

  1. ยุคหินแรก เป็นสภาพที่มนุษย์มีความเป็นอยู่อย่างสัตว์ ยังไม่รู้จักการป้องกันภัยให้ตนเอง กล่าวคือ

เป็นสมัยแห้งการ “ลองผิดลองถูก” นั่นเอง

  1. ยุคหินเก่า เป็นสมัยที่มนุษย์เริ่มค้นพบวิธีการป้องกันภัยให้ตนเอง (ทั้งนี้เพราะถือว่าสภาพด้อยความ

เจริญที่สุดของมนุษย์ก็คือการไม่รู้จักป้องกันภัยให้ตนเอง) ซึ่งแบ่งเป็น

  1. ยุคหินเก่าตอนต้น

อนุมานจากหลักฐาน คือ โครงกระดูกของมนุษย์ในสมัยนั้นโครงกระดูกของสัตว์ที่ถูกมนุษย์กินเป็น

อาหาร    และเครื่องมือเครื่องใช้ทำด้วยหิน ซึ่งใช้ในการชำแหละเนื้อสัตว์
                ยุคนี้อาจเรียกว่า “ยุคล่าสัตว์” กล่าวคือ มนุษย์สมัยนี้เริ่มใช้หินเป็นอาวุธในการล่าสัตว์ อาศัยอยู่ในถ้ำ รู้จักใช้ไฟที่เกิดตามธรรมชาติมาให้ความอบอุ่นและทำอาหารให้สุก มนุษย์พวกนี้ปรากฏตัวเป็นครั้งแรกในแอฟริกา เป็นที่รู้จักในชื่อ ”East Africa Man” ซึ่งมนุษย์พวกนี้มีคุณสมบัติที่แตกต่างจากสัตว์ คือ ร่างกายยืดตรง พูดได้ และมีมันสมองใหญ่
                มนุษย์ในยุคนี้มีตัวแทนคือ มนุษย์พิเทแคนโทรปัส ซึ่งค้นพบที่ชะวา ซิแนนโทรปัส ในจีน และแอตลันโทรปัส ในแอลจีเรีย

  1. ยุคหินเก่าตอนกลาง

มนุษย์มีความเจริญขึ้น โดยเริ่มรู้จักการใช้สัญลักษณ์และภาษา รู้จักแสวงหาความปลอดภัย รู้จักใช้
เครื่องนุ่งห่มกันหนาว ประดิษฐ์เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพกว่าเก่า รู้จักใช้ไฟเพื่อความอบอุ่น ป้องกันสัตว์ร้าย และทำอาหารให้สุก นอกจากนี้ก็ยังมีความเชื่อในภพหน้า ในการฝังศพจะมีเครื่องใช้เครื่องประดับที่ทำด้วยหิน พร้อมทั้งอาหารที่มาจากสัตว์รวมอยู่ด้วย
ลักษณะของมนุษย์ในยุคนี้ คือ มนุษย์นีแอนเดอธัล ซึ่งเป็นตัวแทนของมนุษย์ “Homo Fabor” คือ มนุษย์ที่มีความสามารถเพียงการประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ก่อนหน้าสมัยของมนุษย์ “Homo Sapiens” ซึ่งเป็นมนุษย์ที่รู้จักคิดและรู้จักการตอบโต้ด้วย

  1. ยุคหินเก่าตอนปลาย

เริ่มมีมนุษย์ Homo Sapiens ที่รู้จักการประดิษฐ์เครื่องมือและรู้จักการตอบโต้ด้วย โดยตัวแทนของ
Homo Sapiens คือ มนุษย์โครมันยอง ซึ่งถือว่าเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ปัจจุบัน
                มนุษย์ยุคนี้สามารถผลิตอาวุธที่ดีขึ้นกว่ายุคก่อน เครื่องมือที่สำคัญคือ เครื่องดีดแหลนบางพวกก็สร้างบ้านด้วยดินเหนียว นอกจากนี้ก็ยังมีการประดิษญ์ตะเกียงโดยใช้ไขสัตว์เป็นน้ำมันและใช้หญ้าชนิดหนึ่งแทนไส้ตะเกียง รู้จักวาดภาพบนผนังถ้ำ ส่วนใหญ่เป็นภาพสัตว์มากกว่าภาพคน มีการนำกระดูกและงามาแกะสลักด้วยหิน มีการทำฉมวก คันเบ็ด หัวศร และคทา
                มนุษย์ในยุคนี้มีลักษณะคล้ายมนุษย์ในปัจจุบันมากขึ้น โดยมี 3 เผ่าพันธุ์ คือ

  1. โครมันยอง มีลักษณะเป็นคนขาว ค้นพบในถ้ำดอนจ์ในฝรั่งเศส
  2. กริมัลดี มีลักษณะเป็นคนดำ คล้ายกับพวกนิกรอยด์
  3. ชานเซอเลด มีลักษณะเป็นคนเหลือง คล้ายกับเอสกิโม

ในยุคนี้มนุษย์มีความเชื่อเรื่องภพหน้า นิยมเปลือกหอยและกระดูกสัตว์เป็นเครื่องประดับ นิยมนุ่งห่ม
ด้วยหนังสัตว์ แต่ยังคงรู้จักเลี้ยงชีวิตด้วยการเก็บผลไม้ป่า จับปลา และล่าสัตว์เท่านั้น

  1. ยุคหินกลาง ถือว่าเป็นยุคแรกของการปฏิวัติทางเศรษฐกิจในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ คือ การ

ค่อยๆเปลี่ยนสภาพจากการเป็นนักล่าสัตว์และเก็บผลไม้มาอยู่เป็นหมู่บ้านตามชายฝั่งทะเล เริ่มมีการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ขึ้นบ้างแล้ว กล่าวได้ว่ายุคหินกลางเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงหรือเชื่อมต่อระหว่างยุคหินเก่ากับยุคหินใหม่ หรือระหว่างยุคเก็บผลไม้กับยุคปลูกผลไม้นั่นเอง
                ในยุคนี้มนุษย์รู้จักประดิษฐ์อาวุธที่ทันสมัยและมีคุณภาพดีขึ้น มีการนำสุนัขมาเลี้ยงเป็นชนิดแรก มีการทำตะกร้าสานและเครื่องหนังต่างๆเริ่มมีการปลูกผลไม้ ซึ่งถือเป็นการวางรากฐานของยุคหินใหม่ อย่างไรก็ตาม มนุษย์ในยุคหินเก่าและหินกลางนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นนักล่าสัตว์ แต่ในยุคหินใหม่จะเป็นสมัยของชาวนาและคนเลี้ยงสัตว์อย่างแท้จริง

  1. ยุคหินใหม่ เป็นยุคก่อตั้งอารยธรรม กล่าวคือ เป็นยุคที่มนุษย์เริ่มต้นตั้งถิ่นฐานรวมกันเป็นหลัก

แหล่ง และมีการแบ่งงานกันทำ การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดในยุคนี้คือ การใช้หินสกัดขัดการทำเครื่องถ้วยชาม การเกษตรกรรม และการเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะหินสกัดขัดและการทำเครื่องถ้วยชามนั้น เป็นสัญญาณที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคหินใหม่ได้ดีที่สุด
                ในยุคนี้ยังคงมีการใช้หินเป็นอาวุธ แต่ได้มีอาวุธใหม่เกิดขึ้น คือ มีดตัดต้นไม้ และมีขวานกำปั้นไว้โค่นลำต้น เริ่มมีการเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่นๆนอกเหนือจากสุนัข เช่น หมู ม้า แพะ แกะ และวัว ในด้านเกษตรกรรมก็มีการปลูกข้าว ปลูกต้นไม้
                ส่วนเรื่อง “ความเชื่อ” ในพิธีฝังศพนั้น ไม่นิยมฝังเครื่องมือเครื่องใช้เหมือนในยุคหินเก่าการทำพิธีศพมีทั้งฝังและเผา มีความเชื่อในพระแม่ธรณี มีการอยู่รวมกันเป็นพวก มีหัวหน้าปกครอง มีสถาบันต่างๆเกิดขึ้น เริ่มดำรงชีวิตแบบคนเมือง

  1. ยุคโลหะหรือยุคประวัติศาสตร์

เป็นยุคที่มีมนุษย์รู้จักคิดประดิษฐ์ตัวอักษร รู้จักเขียนหนังสือและเริ่มจดบันทึกเรื่องราวต่างๆไว้เป็นลาย
ลักษณ์อักษรเมื่อประมาณ 5,000 ปีก่อนคริสตกาล ในยุคนี้แบ่งออกเป็น 3 สมัย คือ

  1. ประวัติศาสตร์สมัยโบราณ คือ จาก 5,000 ปีก่อนคริสตกาล ถึง ค.ศ.500 ยุคนี้มนุษย์รู้จักประดิษฐ์

ตัวอักษร ตั้งบ้านเรือนเป็นหลักแหล่งตามที่ราบลุ่มแม่น้ำ มีอารยธรรมสูงขึ้นแบบคนเมือง ซึ่งได้แก อารยธรรมกรีก โรมัน อียิปต์ แมโสโปเตเมีย อินเดีย จีน ยุคนี้สิ้นสุดลงเมื่ออาณาจักรโรมันตะวันตกถูกอนารยชนเยอรมันทำลายล้างในปี ค.ศ. 476

  1. ประวัติศาสตร์สมัยกลาง ระยะเวลาตั้งแต่ ค.ศ.500 – 1500 เริ่มเมื่อประเทศในยุโรปฟื้นตัวจาก

อำนาจการรุกรานของอนารยชนเผ่าต่างๆ และเริ่มตั้งเป็นอาณาจักรต่างๆอีกครั้งหนึ่ง ยุคนี้คริสต์ศาสนาเริ่มขยายอิทธิพลครอบคลุมไปทั่วยุโรป และมีการปกครองแบบศักดินาสวามิภักดิ์ ยุคนี้สิ้นสุดลงเมื่ออาณาจักรโรมันตะวันออกหรือกรุงคอนสแตนติโนเปิลถูกออตโตมันเตอร์กบุกทำลายในปี ค.ศ.1453 เมื่อกูเตนเบิร์กประดิษฐ์เครื่องพิมพ์เครื่องแรกในปี ค.ศ.1457 หรือเมื่อโคลัมบัสพบโลกใหม่ในปี ค.ศ.1492 เหตุการณ์เหล่านี้ถือกันว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงจากประวัติศาสตร์สมัยกลางเข้าสู่ประวัติศาสตร์สมัยใหม่

  1. ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เริ่มตั้งแต่ ค.ศ.1500 ถึงปัจจุบัน
แหล่งกำเนิดอารยธรรม

                อารยธรรมแรกเริ่มของโลกหรืออารยธรรมสมัยโบราณเกิดขึ้นในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำ ได้แก่ อารยธรรมอียิปต์โบราณในที่ราบลุ่มแม่น้ำไนล์ อารยธรรมเมโสโปเตเมียในที่ราบลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรติส อารยธรรมจีนในที่ราบลุ่มแม่น้ำฮวงโห (แม่น้ำเหลือง) และอารยธรรมอินเดียในที่ราบลุ่มแม่น้ำสินธุ
                ณ บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำทั้ง 4 นี้เองที่มนุษย์ได้พัฒนารูปแบบของวัฒนธรรมใหม่ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันต่อมาว่า “อารยธรรม” เนื่องมาจากประชาชนนั้นไม่ว่าจะอยู่ในสภาพความเป็นอยู่ล้าหลังเพียงใดก็ต้องมีวัฒนธรรมเป็นของตนเองส่วนหนึ่ง และเมื่อวัฒนธรรมนั้นได้รับการพัฒนาไปถึงขั้นสูงสุดแล้วเราก็จะเรียกว่า “อารยธรรม” สำหรับคุณลักษณะของอารยธรรมนั้นอย่างน้อยที่สุดจะต้องประกอบด้วยสภาวะต่อไปนี้ คือ

  1. ความก้าวหน้าเกี่ยวกับทักษะทางเทคนิค เช่น การใช้โลหะ
  2. แบบของการพัฒนาขั้นสูงสุดในการอยู่ร่วมกัน คือ การอยู่ร่วมกันในเมืองและมีรัฐบาลปกครองตนเอง
  3. มีการแบ่งงานกันทำ
  4. ความสำเร็จทางปัญญา เช่น การใช้ปฏิทิน และการประดิษฐ์ตัวอักษร เป็นต้น
อารยธรรมของโลกโบราณ

ในสมัยเริ่มสังคมอารยะของมนุษย์คือ ยุคกสิกรรมพืชสวน ที่ทำให้มนุษย์ยุติการเคลื่อนย้ายและได้ตั้งมั่นเป็นหลักแหล่ง ต่อมาก็รู้จักการปลูกพืชผลใหม่ๆหลายชนิด และที่สำคัญคือการรู้จักใช้ไถ ซึ่งบางแห่งถึงกับยกย่องว่าเป็นการปูพื้นฐานแห่งการพัฒนาอารยธรรมที่สูงขึ้นในเวลาต่อมา ทั้งนี้เพราะการใช้ไถนั้นจะทำให้สามารถพลิกฟื้นดินที่อยู่ลึกๆได้ดีกว่าจอบเสียม นำไปสู่การใช้พลังงานสัตว์ และทำให้สามารถขยายงานกสิกรรมจากแบบพืชสวนมาเป็นกสิกรรมไร่นาเลี้ยงผู้คนได้มากขึ้น
เมื่อคนมาอยู่รวมกันมากขึ้น จึงนำไปสู่การพัฒนาเป็นสังคมเมืองและสร้างสรรค์อารยธรรมเมืองขึ้น มีการประดิษฐ์ตัวอักษร ซึ่งเริ่มเมื่อประมาณ 5000 ปีก่อนคริสตกาล ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเพราะความจำเป็นในการพึ่งพากันในสังคมกสิกรรมที่น้ำจะมีบทบาททั้งในการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ และการคมนาคม รวมทั้งมีการพัฒนาทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ อารยธรรมดังกล่าวนี้ได้แก่
- อารยธรรมอียิปต์โบราณ
เฮโรโดตัส นักปราชญ์กรีกยกย่องว่า “อียิปต์คือของขวัญของแม่น้ำไนล์” เพราะแม่น้ำไนล์คือหัวใจ
สำคัญที่หล่อเลี้ยงประเทศอียิปต์ ซึ่งโดยสภาพที่ตั้งจะเป็นบริเวณที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้ง มีภูมิประเทศแวดล้อมด้วยทะเลทราย และมีฝนตกเฉพาะบริเวณเดลต้าแต่อียิปต์ได้รับความชุ่มชื้นจากแม่น้ำไนล์ ที่ไหลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรนียน โดยแม่น้ำไนล์จะไหลท่วม 2 ฝั่งในเดือนกรกฎาคม เมื่อน้ำลดก็จะทิ้งโคลนตมไว้ทำให้พื้นดินอุดมสมบูรณ์เหมาะสำหรับการเพาะปลูก อารยธรรมยียิปต์จึงเป็นอารยธรรมที่เกิดจากการเกษตรกรรม
ชาวอียิปต์เชื่อว่า การที่น้ำขึ้นน้ำลงนั้นเกิดจากอิทธิพลของฟาโรห์ ซึ่งพระองค์เท่านั้นที่รู้จักและเข้าใจ นั่นคือเป็นผู้เดียวที่เข้าใจถึงความสอดคล้องต้องกันของจักรวาล เพราะฉะนั้นการปกครองของอียิปต์ในระยะแรกจึงมาในรูปกษัตริย์เทวาธิปไตย โดยในขณะที่ฟาโรห์ยังมีพระชนม์อยู่ก็จะดำรงตำแหน่งเทพโฮรัส พระบุตรของเทพโอสิริส แต่เมื่อสิ้นพระชนม์ไปแล้วก็จะกลับไปเป็นเทพโอสิริส (เทพแห่งแม่น้ำไนล์) อีกองค์หนึ่ง
ผลของแม่น้ำไนล์ที่มีต่ออารยธรรมอียิปต์ คือ การกำเนิดความเชื่องทางศาสนา การทำปฏิทินเพื่อผลทางการลงมือด้านการเกษตร ความเชื่อในภพหน้า การชลประทาน ความก้าวหน้าในวิชาเรขาคณิคและสถาปัตยกรรม และการสร้างทัศนคติที่ดีของชาวอียิปต์ต่อชีวิต ต่อเทพเจ้าและต่อฟาโรห์
สำหรับจุดอ่อนทางภูมิศาสตร์ที่กลุ่มผู้รุกรานจากภายนอกจะสามารถเข้ามารุกรานอียิปต์ได้โดยง่ายนั้น ก็อยู่ที่บริเวณ “ช่องแคบสุเอช” ซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมระหว่างทวีปแอฟริกาและเอเชียตะวนตก จึงเป็นเสมือนทางเชื่อมหรือสะพานระหว่าง 2 ทวีป และ 2 อารยธรรม เป็นเส้นทางการค้า เป็นแหล่งเชื่อมความคิดและเป็นทางเดินของศัตรูผู้รุกรานตลอดสมัยประวัติศาสตร์อันยาวนานด้วย
แหล่งกำเนิดอารยธรรมอียิปต์
เมื่อประมาณ 3000 ปีก่อนคริสตกาล ชาวอียิปต์ก็รู้จักการเชียนตัวอักษรที่เรียกว่า “เฮียโรกลิฟฟิก” มาจากคำภาษากรีก คือ “Hieros” หมายถึง ศักดิ์สิทธิ์ และ “Glyphe” หมายถึง การแกะสลักซึ่งความหมายโดยรวมก็คือ การแกะสลักที่ศักดิ์สิทธิ์ อักษรเฮียโรกลิฟฟิกนี้เป็นอักษรภาพที่ผสมระหว่างอักษรแทนความหมายและอักษรแทนเสียง แต่มีข้อสังเกตคือยังไม่มีสระ
มรดกทางอารยธรรมของอียิปต์

  1. การเกษตรและการค้า อาศัยความอุดมสมบูรณ์จากลุ่มแม่น้ำไนล์ประกอบกับการปรับปรุงระบบ

การชลประทานได้ดี อียิปต์จึงทำนาได้ถึง 3 ครั้งต่อปี มีผลิตผลไว้เสียภาษี เมื่อผลิตผลเหลือใช้อียิปต์ก็จะส่งไปเป็นสินค้า มีการสร้างเรือสินค้าเดินทางไปยังย่านเมดิเตอร์เรเนียนและทะเลอีเจียน ทะเลแดง รวมทั้งมหาสมุทรอินเดีย สินค้าออกที่สำคัญ คือ ผ้าลินิน กระดาษพาไพรัส และเครื่องเพชรพลอย

  1. การแบ่งชนชั้นในสังคม จากสูงสุดมาต่ำสุด ได้แก่
  2. ฟาโรห์ ทรงเป็นศูนย์กลางของทุกสถาบัน เป็นเทวกษัตริย์ เป็นประมุขทางศาสนา เป็นผู้

พิพากษาสูงสุด และทรงเป็นกษัตริย์เอกาธิปไตย

  1. ขุนนางและพระ เป็นพวกที่ได้รับอภิสิทธิ์ในสังคมมากที่สุด
  2. เจ้าของที่นาผืนเล็กๆ พ่อค้า นายธนาคาร หมอ ครู ฯลฯ
  3. ชาวนา กรรมกร ทาส

สิ่งที่น่าสนใจในสังคมอียิปต์ คือ สถานภาพของสตรีที่สตรีมีสิทธิเป็นเจ้าของทรัพย์สินและโอนต่อให้
ลูกสาวของตนได้ แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงอียิปต์นั้นมีสถานภาพดีที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับสตรีในสังคมอื่น

  1. ศิลปะ สถาปัตยกรรม และวิศวกรรม คือ การสร้างพีระมิด (สมัยอาณาจักรเก่า) ซึ่งต้องมีลักษณะทาง

วิศวกรรมอย่างสูง และต้องอาศัยแรงงานคนเป็นจำนวนมาก โดยเฮโรโดตัสได้ประมาณไว้ว่าในการสร้างพีระมิดของกษัตริย์คูฟู ที่เมืองกิเชนั้น ต้องใช้แรงงานคนประมาณ 100,000 คน กินระยะเวลาในการก่อสร้างนานถึง 20 ปี
สถาปัตยกรรมอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับการยกย่องไม่แพ้พีระมิด คือ ดารสร้างวัด โดยเฉพาะวิหารที่คาร์นัค
และลุคซอร์ สร้างอย่างใหญ่โตและมั่นคงแข็งแรงมาก เพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่และความมั่นคงของชาติ (ในสมัยจักรวรรดิ) ส่วนทางด้านประติมากรรมนั้นอียิปต์มักจะแกะสลักเป็นรูปฟาโรห์ โดยมุ่งแสดงพระราชอำนาจของฟาโรห์ และประติมากรรมที่เด่นๆคือ สฟิงซ์ ซึ่งเป็นรูปสิงโตมีหน้าเป็นผู้หญิง

  1. วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ได้แก่
  2. ด้านดาราศาสตร์ มีการคำนวณระยะเวลาที่แม่น้ำไนล์ท่วมฝั่ง เพื่อวางแผนสร้างพีระมิด และ

เพื่อเตรียมแผนงานด้านชลประทาน มีการทำปฏิทินทางสุริยคติโดยการสังเกตน้ำขึ้นน้ำลงในเวลากลางวันเพื่อหาทิศทางของดวงดาวต่างๆ นอกจากนี้ยังรู้จักการผสมโลหะ ทำนาฬิกาแดด และทำแก้วด้วย

  1. ด้านคณิตศาสตร์ ชาวอียิปต์เป็นผู้วางรากฐานและพัฒนาวิชาคณิตศาสตร์ 2 แขนง คือ เลขคณิต

และเรขาคณิต ทั้งนี้เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ โดยรู้จักวิธีบวก ลบ และหาร แต่ยังไม่รู้จักวิธีคูณ ค้นพบเลขระบบทศนิยมแต่ยังคิดเลข 0 ไม่ได้ ค้นพบว่า พาย มีค่าเท่ากับ 3.14 และรู้จักวิธีคำนวณหาปริมาตรของพีระมิด

  1. การแพทย์ มีความเจริญทางด้านจักษุแพทย์ ทันตแพทย์ และศัลยกรรม นอกจากนี้ก็มีการค้นพบว่า

หัวใจคือศูนย์กลางการหมุนเวียนของโลหิต มีการใช้ด่างในการรักษาบาดแผล ใช้น้ำเกลือเพื่อป้องกันการอักเสบ และมีการทำน้ำยารักษาศพไม่ให้เน่าเปื่อย

  1. การชลประทาน มีการขุดคูส่งน้ำเพื่อการเกษตร และจากการศึกษาระดับน้ำ เวลาขึ้นลงของแม่น้ำ

ไนล์ได้นำไปสู่ความคิดของการสร้างปฏิทิน และการวางระเบียบปกครองเนื่องจากความจำเป็นในการแบ่งงานกันทำ

  1. ศาสนา นับว่ามีความสำคัญมากในขีวิตของชาวอียิปต์ ศิลปะขออียิปต์เป็นการแสดงออกซึ่ง

สัญลักษณ์ทางศาสนา วรรณคดี และปรัชญาก็เกี่ยวกับคำสอนทางศาสนาทั้งสิ้น การปกครองในสมัยอาณาจักรเก่าก็ถือหลักศาสนาเป็นใหญ่ แม้แต่ฟาโรห์ในสมัยอาณาจักรใหม่หรือจักรวรรดิอียิปต์ก็ต้องปฏิญาณตนว่าจะปกครองตนในนามของพระผู้เป็นเจ้า
ศาสนาของอียิปต์เริ่มตั้งแต่การนับถือเทพเจ้าหลายองค์ แล้วค่อยๆเปลี่ยนมานับถือเทพเจ้าองค์เดียว ชาวอียิปต์มีความเชื่อเรื่องวิญญาณเป็นอมตะและโลกหน้า ด้วยความเบื่อดังนี้จึงทำให้การฝังศพของชาวอียิปต์นิยมฝังไปพร้อมๆกับข้าวของ เครื่องใช้ และอาหาร ส่วนร่างกายก็จะเก็บรักษาไว้ไม่ให้เน่าเปื่อยด้วยการทำเป็นมัมมี่ มีการสร้างสุสานไว้เก็บศพ สำหรับฟาโรห์ก็จะมีการสร้างพีระมิดไว้เก็บพระศพของพระองค์

  1. อักษรศาสตร์ มีการประดิษฐ์อักษรภาพ คือ อักษรเฮียโรกลิฟฟิก

ความเสื่อมของอียิปต์
อียิปต์เริ่มเสื่อมลงเมื่อประมาณ 1100 ปีก่อนคริสตกาล โดยต้องสูญเสียดินแดนไปทีละน้อย และต้องเผชิญภัยจากผู้รุกรานตน เช่น อัสสิเรียน และเปอร์เซีย เป็นต้น จนถึง 332 ปีก่อนคริสตกาล พระเจ้าอเล็กซานเดอร์แก่งกรีซก็ทรงเข้าปกครองโดยเด็ดขาด
- อารยธรรมเมโสโปเตเมีย
ถึงแม้ว่าอารยธรรมอียิปต์และเมโสโปเตเมียจะเป็นอารยธรรมเกษตรกรรมเช่นเดียวกัน แต่การพัฒนารูป
แบบแห่งอารยธรรมนั้นก็มิได้เป็นไปในทำนองเดียวกัน อย่างน้อยที่สุดในด้านความเอถือหรือศาสนาอียิปต์มีความเชื่อในภพหน้า มีความหวังที่จะมาเกิดใหม่ ในขณะที่ชาวเมโสโปเตเมียจะมองโลกในแง่ปลงทุกข์ หวาดกลัว และไม่คิดเรื่องที่จะกลับมาเกิดใหม่เลย แต่หวังว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยในภพนี้เท่านั้น
การเรียนเรื่องดินแดนพระจันทร์เสี้ยวนั้น แท้จริงก็คือการเรียนเรื่องอารยธรรมแห่งเอเซียตะวันตกซึ่งตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรติส แม่น้ำทั้งสองนี้มีต้นกำเนิดที่บริเวณที่ราบสูงอาร์เมเนียนไหลมาทางตะวันออกเฉียงใต้สู่อ่าวเปอร์เซีย ปัจจุบันนี้แม่น้ำทั้งสองไหลมารวมกันที่บัสรา แต่ในสมัยโบราณนั้นจะไหลตัดเดลต้าออกจากกัน ทำให้ดินแดนนี้มีชื่อว่า “ดินแดนระหว่างแม่น้ำ” ซึ่งก็คือ “เมโสโปเตเมีย” นั่นเอง
ดินแดนเมโสโปเตเมียนี้เป็นส่วนตะวันออกสุดเขตที่เรียกว่า ดินแดนพระจันทร์เสี้ยว ซึ่งเริ่มตั้งแต่อ่าวเปอร์เซียไปถึงทางตะวันตกสุด คือ ประเทศตุรกีไปจนถึงซีเรียและปาเลสไตน์ ส่วนบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรติส นั้นจะเป็นดินแดนส่วนใหญ่ของเขตที่เรียกว่า “Fertile Crescent”
ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
ชนชาติต่างๆที่เข้ามามีอิทธิพลอยู่ในเมโสโปเตเมียนั้น อาจเรียงลำดับชาติพันธุ์ได้ดังนี้
1. สุเมเรียน

2. เซไมท์

3. อินโด-ยูโรเปียน
ทั้งนี้เซไมท์และอินโด-ยูโรเปียนซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มชนส่วนใหญ่ที่มีอิทธิพลอยู่ในเมโสโปเตเมียนั้นจะพูดภาษาตระกูลเซมิติก และอินโด-ยูโรเปียนตามลำดับ (ภาษาอินโด-ยูโรเปียน ได้แก่ ภาษาในยุโรปอาร์เมเนียน เปอร์เซียน และสันสกฤต)
อารยธรรมเมโสโปเตเมียนั้นเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ 4000 ปีก่อนคริสตกาล ประวัติศาสคร์ของดินแดนแถบนี้ต่างจากอียิปต์ก็คือ เรื่องราวความเจริญของเมโสโปเตเมียเป็นความเจริญของแต่ละแคว้นหรือนคร ประชากรก็เป็นพวกต่างเชื้อชาติ ดินแดนสมบูรณ์ตั้งอยู่เปิดเผยไม่มีภูเขาและทะเลทรายเป็นพรมแดนธรรมชาติช่วยป้องกันการรุกรานจากศัตรูเหมือนอียิปต์ สรุปว่า เมโสโปเตเมียนั้นมีสภาพเหมือนเป็นอ่างเก็บน้ำที่มีน้ำ คือ ประชากรหลายเชื้อชาติหลั่งไหลเข้ามาอยู่รวมกัน
สุเมเรียนเป็นชนชาติแรกที่เริ่มสร้างอารยธรรมในเมโสโปเตเมีย สันนิษฐานว่าพวกนี้มาจากที่ราบสูงภาคกลางของทวีปเอเซีย เข้ามาตั้งบ้านเรือนในเขตบาบิโลเนียเมื่อ 4000 ปีก่อนคริสตกาลโดยเข้ามาอยู่ในเขตซูเมอร์ (ตอนใต้ของบาบิโลเนียตอนที่ติดกับอ่าวเปอร์เซีย) เริ่มจากการเป็นหมู่บ้านเล็กๆต่อมาได้รวมกันเข้าเป็นนครรัฐ แต่ละรัฐมีผู้ปกครองของตนเอง และเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อกัน
มรดกทางอารยธรรมที่สำคัญของชาวสุเมเรียน

  1. การประดิษฐ์ตัวอักษรคูนิฟอร์ม หรืออักษรรูปลิ่มบนแผ่นดินเหนียว ซึ่งเป็นอักษรภาพ โดยใช้วิธี

การเอาไม้หรือเหล็กแหลมกดเป็นรูปลิ่มอักษรลงบนแผ่นดินเหนียวแล้วนำไปตากแดดหรือเผาไฟให้แห้งแข็ง

  1. การสร้างผลงานสถาปัตยกรรม ที่เรียกว่า “ซิกกูแรต” ซึ่งมีลักษณะคล้ายพีระมิด สร้างบนฐานที่ยก

ระดับจากพื้นดิน ข้างบนทำเป็นวิหารเทพเจ้ามีบันไดทอดยอดขึ้นไป

  1. ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ คือ การทำปฏิทินทางจันทรคติ โดยปีหนึ่งมี 354 วัน และการนับ

หน่วย 60 คือ 1 ชั่วโมงมี 60 นาที 1 นาทีมี 60 วินาที วงกลมมี 360 องศา นอกจากนี้สาขาที่ขึ้นชื่อมากก็คือ สาขาตรีโกณมิติ เรขาคณิต และพีชคณิต

  1. การปกครอง เป็นระบอบเทวาธิปไตย คือ กษัตริย์เป็นทั้งหัวหน้าพลเรือนและหัวหน้าพระ
  2. ศาสนา มีการนับถือเทพเจ้าหลายองค์ แต่ละนครรัฐจะมีเทพเจ้าประจำศาสนา ศาสนาของพวกสุเม

เรียนจะกล่าวถึงโลกนี้เท่านั้น ไม่หวังโลกหน้า

  1. การเกษตรกรรม มีการสร้างระบบชลประทาน เช่น เขื่อน คลอง และคูทดน้ำ
  2. กฎหมาย ไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร แต่เป็นประเพณียึดปฏิบัติมา โดยจะใช้หลัก Lex Talionis

คือ เป็นแบบสนองตอบ คือ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน (ใครทำผิดอย่างไรต้องได้รับโทษอย่างนั้น)
- อารยธรรมกรีกและโรมัน

ชาวกรีกเป็นผู้วางพื้นฐานของปรัชญาและการวางระบบความคิดอย่างเป็นขั้นตอน เริ่มพัฒนาวิชา

คณิตศาสตร์และดาราศาสตร์ เป็นผู้วางรากฐานวิชาวิทยาศาสคร์ที่ได้พัฒนาต่อมาถึงปัจจุบัน ปรัชญาการเมืองของกรีกเป็นต้นแบบการเมืองในสมัยต่อมาโดยเฉพาะกำเนิดของคำว่า “ประชาธิปไตย” และชาวโรมันก็ได้เรียนรู้อารยธรรมจากกรีก ได้เผยแพร่อารยธรรมกรีก-โรมัน ออกไปจนมีลักษณะเป็นสากลหรือเป็ฯที่กล่าวถึงในปัจจุบันว่า อารยธรรมคลาสสิก
อารยธรรมกรีกโบราณ
อารยธรรมกรีกโบราณเป็นอารยธรรมที่สืบเชื้อสายมาจากอินโด-ยูโรเปียน เราเรียนรู้อารยธรรมและเรื่องราวความเป็นมาของชาวกรีกจากมหากาพย์ชื่อ อีเลียด และโอดิสเสย์ ของจินตกวีตาบอดคือ โฮเมอร์ ซึ่งเล่าเรื่องการทำสงครามระหว่างเซไมท์กับอินโด-ยูโรเปียน
อารยธรรมกรีกโบราณแบ่งตามสมัยได้ดังนี้

  1. อารยธรรมอีเจียน เป็นสมัยก่อนการอพยพเข้ามาของชาวยุโรป มีรูปแบบอารยธรรม คือ
  2. อารยธรรมครีตันหรือไมนวน

มีศูนย์กลางที่เมืองคนอสซัส ผลงานที่สำคัญคือการก่อสร้างพระราชวัง การทำแจกันทรงบาง
และการใช้สีเฟรสโค

  1. อารยธรรมไมซีเนียนหรืออารยธรรมเฮลลาติค

มีศูนย์กลางที่เมืองไมซิเน บนคาบสมุทรเพลอปปอนเนซุส จึงมีอิทธิพลต่อชาวกรีกค่อนข้าง
มาก

  1. อารยธรรมกรุงทรอย

เป็นเจ้าของอารยธรรมแห่งสุดท้ายที่พยายามต่อต้านชาวกรีกผู้รุกราน อันเป็นต้อนตอของมหา
กาพย์อีเลียดและโอดิสเสย์ ของโฮเมอร์ ซึ่งได้เล่าถึงสงครามเมืองทรอยว่าเกิดขึ้นเพราะเจ้าชายเมืองทรอยไปแย่งชิงพระนางเฮเลน ราชินีแห่งสปาตาร์มาเป็นของตน ทำให้ชาวกรีกโกรธแค้นทำสงครามและในทีสุดฝ่ายกรีกเป็นฝ่ายมีชัยด้วยกลอุบายการใช้ม้าไม้ (ม้าที่ทำด้วยไม้ขนาดใหญ่และซ่อนทหารไว้ข้างใน)

  1. อารยธรรมเฮลเลนิก

เป็นอารยธรรมกรีกที่แท้จริง เป็นสมัยการอพยพของพวกอินโด-ยูโรเปียน 3 ระลอก คือ กรีกสาขาเอ
เคียนส์ ไอโอเนียน และดอเรียน โดยได้รับรูปแบบอารยธรรมบางส่วนจากอิเจียน นอกจากนั้นได้รับจากพ่อค้าฟินิเชียนมาผสมผสานกัน
                ชาวกรีกเหล่านี้จะแยกย้ายกันอยู่เป็นนครรัฐ และพลเมืองของแต่ละนครรัฐต่างก็เชื่อว่าตนสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษสายเดียวกัน จึงมีความสัมพันธ์ทางสายโลหิต พลเมือง ได้แก่ ผู้ที่มีสิทธิที่มีส่วนในการทำพิธีสาธารณะทางศาสนาของรัฐ จับอาวุธในการป้องกันรัฐ และมีส่วนร่วมทางการเมือง พวกที่ไม่ใช่พลเมืองคือ ชาวต่างประเทศและทาสจะถูกกีดกันไม่ให้มีอภิสิทธิ์เหล่านี้ การเป็นพลเมืองนั้นจะเป็นตั้งแต่กำเนิด เช่น เป็นชาวเอเธนส์ก็เนื่องจาก บิดา มาดา ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นชาวเอเธนส์ เป็นต้น

  1. อารยธรรมเฮเลนิสติก

เป็นช่วงสมัยที่นครรัฐต่างๆของกรีกเสื่อมลง เนื่องจากเมื่อปลอดสงครามจากภายนอกในระหว่างปี 431-
404 ก่อนคริสตกาล ชาวกรีกก็หันมาทำสงครามกันเอง เรียกว่า “สงครามเพลอปปอนเนเซียน” เริ่มจากสปาร์ตานำนครรัฐอื่นล้มล้างอำนาจเอเธนส์ และต่อมาคอรินธ์ก็ล้มสปาร์ตา เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องที่ทำให้นครรัฐกรีกอ่อนแอลงโดยรวม เป็นโอกาสให้กษัตริย์ฟิลิปแห่งมาสิโดเนียซึ่งเป็นแคว้นทางเหนือทรงใช้กองทหารฟาลังก์แบบกรีกรวมกับกองทหารม้าของขุนนางเข้ายึดครองนครรัฐกรีกทั้งหมดไว้ในอำนาจเมื่อประมาณ 338 ปีก่อนคริสตกาล
ฟาลังก์ คือ การจัดกองทัพแบบหน้ากระดาน 4 แถว แถวที่ 1 ถืออาวุธสั้น และแถวต่อมาถืออาวุธยาวตามลำดับ ซึ่งเมื่อยืดออกแล้วจะยาวเสมอกันทั้งแถวหน้าและแถวหลัง สามารถทำการรบบุกตะลุยได้ทั้งใกล้และไกล (กองทหารฟาลังก์ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยทหารราบหุ้มเกราะเป็นหลัก)
เมื่อสิ้นสมัยกษัตริย์ฟิลิปก็ถึงสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ซึ่งเป็นพระโอรส ได้ทำสงครามขยายอาณาจักออกไปอย่างกว้างขวาง ทรงได้เป็นจักรพรรดิเปอร์เซียครอบครองอาณาจักรตะวันออกใกล้ทั้งหมดเสด็จยกกองทัพต่อไปยังอินเดียแต่ไปสิ้นพระชนม์เสียก่อน
แนวคิดทางการเมืองของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์คือ “ความร่วมมือกันและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในจักรวรรดิ” ทั้งทางตะวันตกและตะวันออก ทรงสร้างศูนย์กลางของโลกอารยธรรมใหม่ที่มีลักษณะผสมกันระหว่างตะวันตกและตะวันออก ทรงสนับสนุนให้ทหารแต่งงานกับหญิงตะวันออกเพื่อเชื่อมวัฒนธรรม 2 แบบ
ความพยายามอย่างยิ่งของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ก็คือ “ความพยายามรวมลักษณะที่ดีของชีวิตแบบตะวันตก (กรีซหรือเฮลเลนิก)  เข้ากับลักษณะที่ดีแบบตะวันออก (เปอร์เซีย) ปัจจุบันเราเรียกอารยธรรมนี้ว่า “Hellenistic” (เฮลเลนิสติก) เพื่อให้แตกต่างจากอารยธรรมกรีกบริสุทธิ์ซึ่งเรียกว่า “Hellenic”
อาณาจักรของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์แผ่ขยายจากอียิปต์ไปจนถึงลุ่มแม่น้ำสินธุ แต่ก็มิได้ยืนยงอยู่นานนักหลังจากที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ทรงสิ้นพระชนม์แล้วในปี 323 ก่อนคริสตกาล นอกจากนี้ยังเกิดสงครามกลางเมืองกินเวลาถึงเกือบ 40 ปี
อารยธรรมโรมัน
ชาวโรมันเป็นชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียน ที่รับวัฒนธรรมมาจากกรีก และนำมาปรับปรุงใหม่เป็นของโรมัน ด้วยเหตุนี้การศึกษาเรื่องของโรมันก็คือ การศึกษาถึงเรื่อง “การยอมรับ” และ “การนำแบบวัฒนธรรมมาปรับปรุง” นั่นเอง (ชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียนมีหลายสาขา และที่สำคัญก็คือพวกละติน)
หลังจากที่กรีกมีอารยธรรมสูงสุดแล้ว กรีกก็ต้องตกอยู่ในอำนาจของกองทหารอีเจียนของโรมัน ซึ่งมีอาณาจักรกว้างใหญ่จากสเปนไปจนถึงฝั่งทะเลแคสเปียนและอ่าวเปอร์เซีย จากทะเลทรายในแอฟริกาจนถึงอังกฤษ (กองทหารอีเจียน จะประกอบด้วยทหารราบและทหารม้าเป็นหลัก)
ชาวเอเธนส์ถือว่าสัญลักษณ์แห่งนครรัฐของกรีกคือ อะโครโปลิส ซึ่งเต็มไปด้วยอนุสาวรีย์แห่งเทวีอเธนา ส่วนชาวโรมันจะถือว่าสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิคือ ฟอรุม ซึ่งจะมีการก่อสร้างสถาปัตยกรรมแบบต่างๆ เช่น แบบบะซิลิคะ และโคลอสเซียม
ในที่สุดอาณาจักรโรมันก็ต้องถึงกาลอวสานเพราะความมั่งตั่งฟุ่มเฟือย ทำให้เกิดการฉ้อฉลและการคอร์รัปชั่นจนทำให้จักรวรรดิอ่อนแอ ประจวบกับปัญหาการขาดแคลนกำลังคนทำให้โรมันทรุดโทรมอย่างหนักจนต้องพ่ายแพ้ต่ออนารยชนที่เข้ามารุกราน
ความสำคัญที่สุดของโรมต่ออารยธรรมก็คือ การเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมที่สืบเนื่องมาจากดินแดนเปโสโปเตเมีย อียิปต์ และกรีก มาผสมผสานเป็นรากฐานของวัฒนธรรมตะวันตกในปัจจุบัน
ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
บรรพบุรุษของโรมันที่อพยพเข้ามาบริเวณแหลมอิตาลีมี 2 กลุ่ม คือ

  1. กลุ่มที่รู้จักใช้ทองแดงและทองบรอนซ์ ตั้งถิ่นฐานบริเวณลุ่มแม่น้ำโป
  2. กลุ่มที่รู้จักใช้เหล็กเป็นอาวุธ ซึ่งก็คือพวกละตินที่ไปตั้งถิ่นฐานบริเวณหุบเขาตอนล่างของแม่น้ำไท

เบอร์ บริเวณนี้จึงได้ชื่อว่า ที่ราบละติอุม ซึ่งพวกละตินก็คือพวกโรมันนั่นเอง
ในศตวรรษที่ 9 ได้มีมหาอำนาจ 3 ฝ่าย เข้ามาเป็นใหญ่บนคาบสมุทรอิตาลี โดยยึดครองภาคตะวันตกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งได้แก่

  1. กรีก ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ชิชิลี
  2. คาร์เถจ ตั้งถิ่นฐานที่แอฟริกา ซึ่งพวกโรมันเรียกพวกนี้ว่า ปูนิกหรืออปูนิคัส
  3. อีทรัสกัน ตั้งถิ่นฐานทางตะวันตกของคาบสมุทรและยึดครองภาคเหนือเกือบทั้งหมด

ความเสื่อมของจักรวรรดิโรมัน
อาณาจักรโรมันถูกพวกอนารยชนเารุกราน ในที่สุดอาณาจักรโรมันตะวันตกก็ถูกพวกอนารยชนเยอรมัน ทำลายใน ค.ศ.476 โดยโอดอเซอร์ หัวหน้าอนารยชน ได้ทำการถอดถอน โรมิวลุส ออกุสตุส จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจักรวรรดิโรมันออกจากตำแหน่ง ถือว่าเป็นการสิ้นสุดของจักรวรรดิโรมันตะวันตก ส่วนอาณาจักรโรมันตะวันออกถูกพวกออตโตมัน เตอร์ก ทำลายในปี ค.ศ.1453
สาเหตุความเสื่อมของจักรวรรดืโรมัน

  1. หลังปี ค.ศ.180 เนื่องจากไม่มีการกำหนดตำแหน่งการสืบทอดการครองราชย์ไว้แน่นอน ทำให้เกิด

การแย่งอำนาจกันในหมู่นายพล ทหารกลายเป็นชนชั้นอภิสิทธิ์ ได้รับการยกย่องจากจักรพรรดิ บ่อยครั้งที่ทหารเข้าแทรกแซงกิจการทางการเมือง ก่อให้เกิดความวุ่นวายและในระหว่าง ค.ศ. 235-284 กองทัพยังมีสิทธิถอดถอนและแต่งตั้งจักรพรรดิตามใจชอบด้วย

  1. การถูกโจมตีจากศัตรูภายนอกและเกิดรัฐอิสระขึ้นตามชายแดนที่ถูกคุกคาม
  2. ดินแดนแทบทั้งจักรวรรดิตกอยู่ในเงื้อมมือชนชั้นสูงส่วนน้อยเท่านั้น ชาวนาที่สิ้นเนื้อประดาตัว

กลายเป็นโคโลนุส ซึ่งจะถูกผูกติดอยู่กับที่ดิน เมื่อนานวันเข้าก็กลายสภาพเป็นกึ่งทาส